ในห้วงระหว่างวันพุธที่ 8 - วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักการต่างประเทศ สำนักพัฒนาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สำนักปราบปรามยาเสพติด และสถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด เป็นคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานด้านยาเสพติดสังเคราะห์ภายใต้เอกสารข้อริเริ่มของจีนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดสังเคราะห์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ. 2569 ร่วมกับผู้แทนจากประเทศภาคีสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมถึงสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ณ นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีคณะกรรมาธิการควบคุมยาเสพติดแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน (National Narcotics Control Commission: NNCC) เป็นเจ้าภาพร่วมกับ UNODC ในการจัดการประชุมดังกล่าว
เมื่อวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 การประชุมฯ เริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดการประชุมโดยผู้แทนจีนจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และ NNCC แห่งเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง รวมทั้งนางสาวเดลฟีน ช้านท์ซ (Ms. Delphine Schantz) ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ซึ่งได้ร่วมกันเน้นย้ำถึงปัญหายาเสพติดสังเคราะห์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกล่าวว่ากิจกรรมการดำเนินงานภายใต้คณะทำงานยาเสพติดสังเคราะห์ภายใต้เอกสารข้อริเริ่มของจีนฯ จำนวนทั้งหมด 3 คณะ ได้แก่ (1) คณะทำงานด้านการศึกษาเพื่อการป้องกันยาเสพติด (2) คณะทำงานด้านการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ และ (3) คณะทำงานด้านการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด จะเป็นกลไกที่สำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวในมิติที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม อันจะส่งผลให้ปัญหายาเสพติดสังเคราะห์ลดลงได้อย่างต่อเนื่องและสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในประเทศสมาชิกของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงต่อไปในอนาคต
ต่อมาผู้แทน UNODC ได้นำเสนอภาพรวมการใช้ยาเสพติดและการบำบัดผู้ติดยาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยพบว่าเมทแอมเฟตามีนยังคงเป็นตัวยาหลักที่เป็นข้อกังวลในระดับภูมิภาคฯ รวมทั้งยังพบการใช้คีตามีนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการตรวจพบสารเสพติดในผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย อีกทั้ง UNODC ยังแสดงความกังวลต่อการใช้ยาเสพติดในกลุ่มเยาวชน หลังพบความเสี่ยงในการใช้ยาเสพติดที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งงานวิจัยบางส่วนระบุว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญช่องทางหนึ่งที่ทำให้เยาวชนเข้าถึงยาเสพติดได้ ทั้งนี้ UNODC ได้ทิ้งท้ายและชี้ให้ที่ประชุมฯ เห็นถึงความสำคัญของมาตรการด้านการป้องกัน ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่มีประสิทธิผล คุ้มค่าในเชิงงบประมาณที่สามารถลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหากขาดการป้องกันยาเสพติด
ขณะเดียวกัน UNODC ยังได้รายงานสถานการณ์แนวโน้มการลักลอบผลิตและค้ายาเสพติดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ซึ่งพบแนวโน้มที่สำคัญในปี ค.ศ. 2025 ไม่ว่าจะเป็นการยึดเมทแอมเฟตามีนมากสุดเป็นประวัติการณ์ในภูมิภาคฯ มากถึง 349 ตัน ซึ่งยังคงเป็นยาเสพติดที่น่ากังวลมากที่สุดในภูมิภาคฯ การลักลอบปลูกฝิ่นในเมียนมาในปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2005 - 2025) การยึดเฮโรอีนที่ลักลอบส่งจากอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงไปยังทวีปแอฟริกาและยุโรปมากขึ้น การลงทุนในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของกลุ่มองค์กรอาชญากรรมทั้งการลักลอบผลิตยาเสพติด อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ และธุรกิจผิดกฎหมายอื่น ๆ การลักลอบลำเลียงเมทแอมเฟตามีนปริมาณมากโดยใช้เส้นทางทางทะเลหลายแห่ง อาทิ น่านน้ำรอบ ๆ ประเทศจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ และไทย การใช้ส่วนผสมของเอฟีดรีน (Ephedrine) และซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) ในการผลิตเมทแอมเฟตามีนในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ UNODC ยังได้รายงานว่าราคายาเสพติดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงลดอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ค่าความบริสุทธิ์ยังคงสูงเท่าเดิม พบการยึดคีตามีนในภูมิภาคฯ ในปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์มากถึง 52.5 ตัน พบแพ็กเกจบรรจุคีตามีนในซองผงชา พบการขยายตัวของการลักลอบผลิตยาอีและมีความเชื่อมโยงกับทวีปยุโรป พบการใช้สารเอโทมิเดตมากขึ้นในภูมิภาคฯ รวมถึงทวีปอื่น ๆ ได้แก่ ยุโรป อเมริกาเหนือ และโอเชียเนีย ตลอดจนพบแหล่งลักลอบผลิตสารเอโทมิเดตที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มองค์กรอาชญากรรมในจีน ไทย และเวียดนาม
จากนั้นคณะทำงานทั้ง 3 ด้านได้นำเสนอความคืบหน้าในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในห้วงปี พ.ศ. 2568 - 2569 โดยผู้แทนไทยในฐานะประธานได้นำเสนอการดำเนินงานของคณะทำงานฯ ในห้วงปีที่ผ่านมา ได้แก่ การฝึกอบรมระดับภูมิภาคว่าด้วยทักษะทางครอบครัว เมื่อวันจันทร์ที่ 20 - วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว การฝึกอบรมและประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับภูมิภาคว่าด้วยการป้องกันการใช้สารเสพติดในโรงเรียนและสถานศึกษา เมื่อวันอังคารที่ 18 - วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดเชียงราย และโครงการพัฒนาเครือข่ายเยาวชนระหว่างประเทศเพื่อการป้องกันยาเสพติดรุ่นที่ 5 เมื่อวันจันทร์ที่ 11 - วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ส. จัดร่วมกับ UNODC ณ กรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนนำเสนอการดำเนินงานในด้านที่เกี่ยวข้องที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ ผู้แทนไทยยังได้ร่วมนำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินงานของคณะทำงานทั้ง 3 คณะ โดยการดำเนินงานของคณะทำงานด้านการศึกษาฯ ก่อให้เกิดการเสริมสร้างเครือข่ายเยาวชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในวงกว้างมากขึ้นนอกเหนือจากในระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ในขณะที่การดำเนินงานของคณะทำงานด้านการควบคุมฯ ได้ต่อยอดให้ประเทศไทยได้แบ่งปันรายการสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่หน่วยงานภาครัฐที่ไทยควบคุมให้แก่ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้ในการเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้สารดังกล่าวรั่วไหลไปสู่แหล่งผลิตยาเสพติด
ส่วนคณะทำงานด้านการตรวจพิสูจน์ฯ ได้ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับข้อมูลจากจีนเกี่ยวกับข้อมูลมอโนกราฟ (Monograph) ของสารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทชนิดใหม่ (NPS) ทำให้ห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดในประเทศสามารถตรวจสิ่งเจือปนของ NPS ได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถพัฒนามอโนกราฟของตนเองบนฐานข้อมูลของเครื่อง Gas Chromatography - Mass Spectrometry (GC - MS) เพื่อให้สามารถตรวจสารเติมแต่ง (Adulterant) ในยาเสพติดและสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนะการยกระดับการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องของคณะทำงาน 3 คณะที่สำคัญ ได้แก่ การขยายเครือข่ายเยาวชนป้องกันยาเสพติดให้ครอบคลุมไปสู่ระดับภูมิภาคมากขึ้น การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคในการควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ตามแนวชายแดน ตลอดจนการพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับการวิเคราะห์และตรวจพิสูจน์ยาเสพติดในระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ คณะทำงานด้านยาเสพติดสังเคราะห์ทั้ง 3 คณะ อยู่ภายใต้เอกสารข้อริเริ่มของจีนฯ ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค (Mekong MOU) ระหว่าง 6 ประเทศและ UNODC ซึ่งได้มีการรับรองโดยประเทศสมาชิกในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส [Senior Officials Committee (SOC) Meetings] ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 ณ สปป.ลาว โดยการประชุมคณะทำงานฯ ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 จนถึงปัจจุบัน รวมแล้วจำนวน 3 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2567 เมื่อวันอังคารที่ 2 - วันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2567 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งที่ประชุมฯ มีมติให้ประเทศไทยเป็นประธานในคณะทำงานด้านการศึกษาฯ และประเทศจีนเป็นประธานในคณะทำงานด้านการควบคุมฯ และคณะทำงานด้านการตรวจพิสูจน์ฯ (ประธานคณะทำงานแต่ละคณะดำรงตำแหน่งประจำทุก 2 ปี) ตลอดจนร่วมกันกำหนดกิจกรรมของทั้ง 3 คณะ ในกรอบระยะเวลา 1 ปี ในห้วงปี พ.ศ. 2567 - 2568
ในขณะที่ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2568 เมื่อวันอังคารที่ 1 - วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2568 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งที่ประชุมฯ ได้มีการติดตามกิจกรรมในห้วงปี พ.ศ. 2567 - 2568 รวมทั้งร่วมกันกำหนดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในกรอบระยะเวลา 1 ปี ในห้วงปี พ.ศ. 2568 - 2569 ตลอดจนครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ. 2569 ในระหว่างวันพุธที่ 8 - วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 ณ นครหนานหนิง