วันอังคารที่ 12 ธันวาคม 2560 เวลา 15.00 น. นายประยูร รัตนเสนีย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในงานด้านกิจการความมั่นคงภายใน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการควบคุมและกำกับดูแลเฮมพ์ (กัญชง) ครั้งที่ 1/2560 โดยมีนายนิยม เติมศรีสุข รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นางนฤมล ช่วงรังษี ที่ปรึกษาสำนักงาน ป.ป.ส. ผู้แทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร ผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ส. เป็นอนุกรรมการ คณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (คำสั่ง ศอ.ปส.) ที่ 7/2560 เรื่อง มาตรการควบคุมและกำกับดูแลการปลูกเฮมพ์ (กัญชง) เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อชี้แจงอำนาจและหน้าที่ของคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการควบคุมและกำกับดูแลการปลูกเฮมพ์ (กัญชง) เป็นพืชเศรษฐกิจ รวมถึงความพร้อมในการดำเนินการตามแนวทาง และการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานด้านการควบคุมและกำกับดูแลเฮมพ์ (กัญชง)
สืบเนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกกฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะเฮมพ์ พ.ศ. 2559 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกเฮมพ์(กัญชง) เป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อใช้ประโยชน์ในครัวเรือนและในเชิงอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ในระยะ 3 ปีแรกของการบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะอนุญาตให้ปลูกเฮมพ์ (กัญชง) ได้เฉพาะกรณีที่ผู้ขออนุญาตเป็นหน่วยงานของรัฐเท่านั้น
“เฮมพ์” หรือ “กัญชง” เป็นพืชในตระกูลเดียวกับกัญชา มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. subsp. sativa อันเป็นชนิดย่อยของพืชกัญชา (Cannabissativa L.) ซึ่งมีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ 1.0 ของน้ำหนักแห้ง โดยวัตถุประสงค์ของการขออนุญาตเฉพาะกรณีการผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง 6 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อใช้ในครัวเรือน (2) เพื่อใช้ด้านอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์ (3) เพื่อการศึกษาวิจัย (4) เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์รับรอง (5) เพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์รับรอง ลำต้นสด หรือส่วนอื่นๆ และ (6) เพื่อใช้ประโยชน์อื่นตามที่คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษกำหนด โดยกำหนดให้ผู้รับอนุญาตต้องมีแผนการผลิต การจำหน่าย การใช้ประโยชน์ตามขั้นตอนที่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งมีสถานที่รักษาเมล็ดพันธุ์ตามวัตถุประสงค์ของการอนุญาต มีการตรวจวิเคราะห์เพื่อหาปริมาณสาร THC ในกัญชงที่ปลูก และต้องแจ้งกำหนดวันและเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิต และการขนส่งต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หรือปลัดกรุงเทพมหานคร
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการควบคุมและกำกับดูแลการปลูกเฮมพ์ (กัญชง) เป็นพืชเศรษฐกิจ และกำหนดบทบาทหน้าที่ รวมถึงความพร้อมในการดำเนินการตามแนวทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงาน อย. กระทรวงมหาดไทย สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงใหม่ และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ได้ร่วมกันพิจารณากำหนดมาตรการในการควบคุมและกำกับดูแลเฮมพ์ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้วในการประชุม ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2560 ซึ่งประกอบด้วยแนวทางการปฏิบัติ 7 แนวทาง ได้แก่ แนวทางการขอรับอนุญาต แนวทางการควบคุมพื้นที่ปลูก แนวทางการควบคุมการปลูก แนวทางการควบคุมตรวจสอบในช่วงการปลูก แนวทางการควบคุมการเก็บและเคลื่อนย้าย แนวทางการควบคุมกำกับตนเองของผู้ได้รับอนุญาตและเกษตรกรผู้ปลูก และแนวทางการตรวจสอบด้านการข่าวและการมีส่วนร่วมของชุมชน สำหรับในปี 2561 จนถึงขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้อนุญาตให้หน่วยงานรัฐปลูกกัญชงแล้วในพื้นที่ 6 จังหวัด 15 อำเภอ คือ จังหวัดเชียงใหม่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่วาง แม่ริม สะเมิง แม่แจ่ม จังหวัดเชียงราย 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเทิง เวียงป่าเป้า แม่สาย จังหวัดน่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาหมื่น สันติสุข สองแคว จังหวัดตาก 1 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพบพระ จังหวัดเพชรบูรณ์ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง หล่มเก่า เขาค้อ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน 1 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง
นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า “การส่งเสริมการปลูกกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อนำเส้นใยมาผลิตเสื้อผ้า กระเป๋า ฯลฯ นั้นยังคงมีการควบคุมจากภาครัฐ ทำให้ “กัญชง” ยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 หากผู้ใดลักลอบผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย และเสพ จะถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะพิจารณาให้มีการใช้ประโยชน์จากกัญชงได้มากขึ้นนอกเหนือจากการใช้ประโยชน์จากเส้นใย ไม่ว่าจะเป็นการนำเมล็ดมาใช้เป็นอาหารของคนและนก ยารักษาโรค เครื่องสำอาง รวมไปถึงชาเพื่อสุขภาพ ทั้งนี้ หลังจาก 3 ปีแล้ว จะพิจารณาเพื่อขยายขอบเขตการปลูก รวมไปถึงพิจารณาให้ประชาชนสามารถปลูก เพื่อทำรายได้พัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจได้ต่อไป”
.........
ผู้เสพ คือ ผู้ป่วย “สมัครใจบำบัด ไม่เสียประวัติ ไม่มีความผิด” แจ้งเบาะแสยาเสพติด สายด่วน ป.ป.ส. 1386